fbpx

MOV vs GDT vs Spark Gap อันไหนดีกว่ากัน?

ขบวนการหรือคุณสมบัติในการทำงานของ Component ที่ใช้ในการป้องกัน Surge

1.GDT ( Gas Discharge Tube )

2. MOV ( Metal Oxide Varister )

3. Spark Gap

บทสรุป

ลิขสิทธ์บทความโดยบริษัท สตาบิล จำกัด

หมายเหตุ

  • บทความนี้เรียบเรียงโดยความเข้าใจของทีมงานผู้จัดทำเอง ซึ่งอาจมีความคิดเห็นอื่นๆที่นอกเหนือไปจากนี้ได้
  • ทีมงานผู้จัดทำขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความใดๆ รวมถึงหัวข้อในการแปลและเรียบเรียงของเอกสารฉบับนี้โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ไฟกระโชก/ไฟกระชากหรือ Surge มหันตภัยร้ายของระบบไฟฟ้าแห่งยุคโลกาภิวัฒน์

ในปัจจุบันนี้ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆมีขนาดเล็กลง แต่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้นทุกขณะ ซึ่งส่งผลให้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเหล่านี้มีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อผลกระทบจากไฟกระโชก ที่เข้ามาในระบบไฟฟ้ามากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกันซึ่งบางท่านอาจเคยมีประสบการณ์กับความเสียหายของอุปกรณ์เหล่านี้โดยไม่ทราบสาเหตุ จึงยังคงทำให้เกิดคำถามที่ติดอยู่ในใจเรื่อยมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีผลกระทบทางตรงกับทรัพย์สินอันมีค่าของท่านและยังอาจส่งผลกระทบทางอ้อมจนบางครั้งยากที่จะประเมินค่าได้ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายของอุปกรณ์เหล่านี้คือ ไฟกระโชก “ , “ ไฟกระชาก “ หรือ Surge มหันตภัยร้ายที่แอบแฝงเข้ามาในระบบไฟฟ้า โดยที่ท่านไม่รู้ตัว

ไฟกระโชกคืออะไร ? เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ไฟกระโชก ไฟกระชาก หรือ Surge คือ สภาวะการเกิดไฟเกินแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นในระบบไฟฟ้าส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (Loads) ที่ต่อใช้งานอยู่ในระบบไฟฟ้าได้รับความเสียหายอาจจะโดยทันทีหรือทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงตามลำดับไฟกระโชกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเกิดฟ้าผ่าโดยตรงต่อระบบสายส่งไฟฟ้าหรือการเกิดฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียง , การลัดวงจรของระบบส่งกำลังไฟฟ้า , การปิด – เปิดของเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่ , การ on-Off ของ Capacitor Bank ของสถานีย่อยไฟฟ้า และจากสาเหตุอื่นๆ เป็นต้น

โดยสรุป กล่าวคือ ส่วนใหญ่เกิดจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุในระบบไฟฟ้า ซึ่งเราไม่สามารถห้ามหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามสภาวะการเกิดไฟกระโชกในระบบไฟฟ้าจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นมานานแล้วพร้อมๆกับการเกิดของระบบไฟฟ้านั่นเอง แต่ที่เรายังไม่เห็นผลกระทบจากไฟกระโชกที่มีต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์มากนัก ก็เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในสมัยก่อนยังมีขนาดใหญ่ และประสิทธิภาพรวมถึงความซับซ้อนของวงจรไม่สลับซับซ้อนเหมือนในปัจจุบัน จึงทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้น สามารถที่จะทนต่อผลกระทบจากสภาวะการเกิดไฟกระโชกได้ ซึ่งแตกต่างจากในปัจจุบัน ที่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็ก ในขณะที่มีประสิทธิภาพและความซับซ้อนของวงจรมากขึ้นทุกขณะ โดยแนวโน้ม จะยิ่งมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ซึ่งต้องแลกมากับความเปราะบางมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้แนวโน้มความเสียหายรวมถึงความรุนแรงของความเสียหายของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ( ที่เกิดจากไฟกระโชก ) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวทุกขณะเช่นกัน

ไฟกระโชกมีกี่ชนิด ?

ตามมาตรฐาน IEEE และ IEC ไฟกระโชกที่เกิดในสภาพเป็นจริงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) และไฟกระโชกแบบช่วงยาว Temporary Over Voltages ( TOVs ) ซึ่งโดยทั่วไป เราจะรู้จักแค่ ไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) เท่านั้น ซึ่งการเกิดไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) นี้ เป็นการเกิดสภาวะไฟเกินที่เข้ามาในระบบไฟฟ้าโดยเฉียบพลัน โดยอาจมีค่าสูงมากกว่า 1000 โวลท์ขึ้นไปแต่มีระยะเวลาในการเกิดที่สั้นมากๆ เช่น เศษ 1 ส่วน ล้านของวินาที เป็นต้น อย่างไรก็ตามอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพโดยทั่วๆไป จะมีตัวป้องกันไฟกระโชกในลักษณะนี้ติดตั้งอยู่ภายในแล้ว จึงทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ได้รับความปลอดภัยต่อไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) ดังนั้นเราจึงอาจกล่าวได้ว่าไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) นี้ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของความเสียหายของอุปกรณ์เหล่านี้ แต่ไฟกระโชกอีกชนิดหนึ่งซึ่งหลายๆท่านอาจยังไม่คุ้นเคยคือ ไฟกระโชกแบบช่วงยาว TOVs (Temporary Over Voltages) ซึ่งเป็นการเกิดไฟกระโชกที่มีอยู่จริงในระบบไฟฟ้า การเกิดไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) นี้เป็นการเกิดสภาวะไฟเกินที่เข้ามาในระบบไฟฟ้าโดยเฉียบพลัน โดยค่าการเกิดไฟเกินนั้นอาจมีค่าต่ำกว่า 1000 โวลท์ แต่มีระยะเวลาในการเกิดยาวนานกว่าเช่น จาก 1 ส่วนพันของวินาที จนถึงหลายวินาทีเป็นต้น ซึ่งการเกิดไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) นี้แม้ค่า Voltages จะต่ำกว่าการเกิดไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) ก็ตาม แต่เนื่องจากระยะเวลาการเกิดที่ยาวนานกว่ามาก จึงมีพลังงานมากพอที่จะทำให้อุปกรณ์ฯ เสียหายได้ และถือได้ว่าไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) นี้เป็นสาเหตุหลักของความเสียหายของอุปกรณ์ไฟฟ้าจากไฟกระโชก ซึ่งการป้องกันไฟกระโชกแบบทั่วๆไป เช่นปลั๊กรางไฟฟ้าชนิดมีตัวป้องกันไฟกระโชก หรืออุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกแบบอื่นๆ ที่มีขายทั่วไปในตลาดปัจจุบัน จะมีความสามารถในการป้องกันไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) แต่ไม่สามารถที่จะป้องกันไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) นี้ได้ ดังนั้นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ( Loads ) จึงยังคงได้รับความเสียหายจากไฟกระโชกอยู่เช่นเดิม อย่างใดก็ตามแม้สภาวะการเกิดไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) นี้เป็นสภาวะการเกิดไฟกระโชกที่เกิดขึ้นจริงในระบบไฟฟ้าแต่ก็พึ่งได้มีการถูกกล่าวถึงอย่างเป็นทางการไว้ในมาตรฐาน IEEE C62.41.1-2002 เรื่อง IEEE Guide on the Surge Environment in Low-Voltage ( 1000 V and Less) AC Power Circuits ฉบับล่าสุดนี้เอง*

แล้วเราจะรับมือกับไฟกระโชกได้อย่างไร ?

โดยปรกติแล้วเราจะใช้อุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชก ( Surge Protector) เพื่อติดตั้งในการป้องกันไฟกระโชกที่เข้ามาในระบบไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์ป้องกันในรูปของปลั๊กรางไฟฟ้าป้องกันไฟกระโชกหรือ จะเป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกที่ใช้ติดตั้งบริเวณตู้ MDB ก็ตาม ซึ่งก็มีขนาดของการรับไฟกระโชกให้เลือกได้ตามความเหมาะสม เช่นสามารถรองรับไฟกระโชกได้ขนาด 15000 แอมแปร์ หรือ 40000 แอมแปร์ (ที่รูปคลื่น 8/20 MicroSec) หรือมากกว่านี้เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ตามที่เราทราบกันดีแล้วว่าไฟกระโชกสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) และไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) ดังนั้นอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกที่ท่านเลือกใช้ ควรมีคุณสมบัติในการป้องกันไฟกระโชกได้ทั้ง 2 ชนิดในตัวเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) เป็นสาเหตุหลักของความเสียหายของอุปกรณ์ฯ จากไฟกระโชกนั่นเอง อย่างไรก็ตามการที่อุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเพียงใดนั้น ยังขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกเช่นการติดตั้ง แท่งกราวนด์ที่มีประสิทธิภาพ** ที่บริเวณตู้ MDB , การเชื่อมต่อสาย Neutral กับสายกราวนด์ที่ตำแหน่งตู้ MDB ( เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของทางการไฟฟ้า ) การมีระบบป้องกันฟ้าผ่าและแท่งกราวนด์ป้องกันฟ้าผ่าที่ดี** ( เพื่อลดผลกระทบต่อการเกิดไฟกระโชกอันเนื่องจากฟ้าผ่า ) เป็นต้น

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชก ที่ใช้อยู่สามารถป้องกันไฟกระโชกได้จริง ?

เนื่องจากอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชก ( Surge Protector ) ไม่เหมือนอุปกรณ์หนือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ทีวี , เครื่องเสียง และ Home Theater เป็นต้น ที่สามารถทดลองใช้งานจริงจนท่านพอใจแล้วจึงตัดสินใจซื้อได้ ดังนั้นที่ผ่านมาเราจึงเพียงได้แต่เชื่อคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์หรือจากผู้ขายว่าสามารถใช้ป้องกันไฟกระโชกได้จริงเท่านั้น

บริษัท สตาบิล จำกัด ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ก่อตั้งศูนย์อบรมและทดสอบทางวิศวกรรมอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า ไฟกระโชก และระบบสายดินขึ้นเป็ฯแห่งแรกของประเทศไทย ท่านจึงสามารถนำอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกที่ใช้งานมาทำการทดสอบความสามารถในการรับไฟกระโชกได้จริงด้วยเครื่องจำลองการเกิดกระแสไฟกระโชกอันทันสมัย จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สามารถจำลองการเกิดไฟกระโชกได้ทั้งไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ไฟกระโชกแบบช่วงสั้น ( Transient ) และไฟกระโชกแบบช่วงยาว ( TOVs ) ท่านจึงสามารถมั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกจากการทดสอบจริง โดยไม่ต้องคาดว่าป้องกันได้หรือหวังว่าป้องกันได้อีกต่อไป ทั้งนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางด้านวิศวกรรมของอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า ไฟกระโชก และระบบสายดิน บริษัท สตาบิล จำกัด จึงได้จัดการอบรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้ทั้งกับองค์กร บริษัท ห้างร้านต่างๆ รวมถึงบุคคลทั่วไปผู้สนใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สนใจฟังบรรยาย ติดตามข่าวได้ที่ Line: @stabil หรือ Facebook:Stabil.TH

 

*ตามมาตรฐาน IEC 61643-1 ได้มีการกล่าวถึงหัวข้อการทดสอบ TOVs ไว้ด้วยเช่นกันแต่ก็เป็นหัวข้อที่ใช้ในการทดสอบความทนทานของตัวอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชก ( Surge Protector ) ต่อการเกิด TOVs โดยไม่ได้กล่าวถึงความปลอดภัยของ Loads เลย

 

**การปักแท่งกราวนด์ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายแบบและหลายวิธี ซึ่งแท่งกราวนด์ที่มีประสิทธิภาพควรมีคุณสมบัติในการระบายกระแสฟ้าผ่าและไฟกระโชกขนาดใหญ่ลงดินได้ดีในระยะเวลาอันสั้นและส่งผลกระทบจากไฟกระโชกบริเวณผิวดินน้อยที่สุด จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราขอแนะนำการทำกราวนด์แบบแท่งกราวนด์ลึกเพราะให้ประสิทธิภาพสูงสุดกับสภาพของภูมิประเทศแบบประเทศไทย ซึ่งขอสรุปง่ายๆคือ ทำการเจาะฝังแท่งกราวนด์ที่ความลึกอย่างน้อย 12 เมตร ในเขตกรุงเทพและปริมลฑล หรือที่ความลึกอย่างน้อย 24 เมตร ในต่างจังหวัด โดยแท่งกราวนด์ที่ใช้อาจจะเป็นท่อประปา ( Hot Dip Galvanized ) หรือท่อ Stainless Steel ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาว 6 เมตรต่อท่อน เป็นต้น

 

ลิขสิทธิ์บทความ โดย บริษัท สตาบิล จำกัด

Index of Protection (IP)

Clamp On Earth Tester คืออะไรและมีหลักการทำงานอย่างไร

ที่กล่าวว่าแท่งกราวด์แท่งเดียวที่ฝังลึกลงไปในดิน ค่า Inductance ( L ) จะมีค่าสูงมากขึ้น เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

VDO ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับ Surge

การเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างระบบกราวนด์ลึกแบบแท่งเดี่ยวและระบบกราวนด์ตื้นแบบหลายแท่งต่อขนานกัน

รูปคลื่นจำลองของไฟกระโชก หรือ Surge ตามมาตรฐานต่างๆ

ภาพแสดงรูปคลื่น 1.25/50

 

ภาพแสดงรูปคลื่น 8/20

 

ภาพแสดงรูปคลื่น 10/350

 

ภาพแสดงรูปคลื่น Combination Wave

 

ภาพแสดงรูปคลื่น 10/700

 

ภาพแสดงรูปคลื่น 10/1000

 

ภาพแสดงรูปคลื่น Ring Wave

 

ภาพแสดงรูปคลื่น 1kV/us , 100 V/us , 100 V/s

Surge เนื่องจากวาบฟ้าผ่าลงระบบสาธารณูปโภค เป็นการกล่าวถึงค่ากระแสเกินของ Surge ขนาดและรูปคลื่นต่างๆ

คำจำกัดความที่สำคัญๆ ในมาตรฐาน IEC 61643-11-2011

Uc = Maximum continuous operating voltage

Maximum r.m.s. voltage, which may be continuously applied to the SPD´s mode of Protection

★ ค่าแรงดันไฟฟ้า AC สูงสุดต่อเนื่อง (Vrms) ที่อุปกรณ์ SPD ถูกต่อใช้งาน (ซึ่งก็คือ Line Voltage)โดยอุปกรณ์ SPD ที่ถูกต่อใช้งานอยู่ ต้องไม่ทำงานที่แรงดันไฟฟ้าสูดสุดต่อเนื่องนี้

Up =  Voltage protection level

Maximum voltage to be expected at the SPD terminals due to an impulse stress with defined voltage steepness and an impulse stress with a discharge current with given amplitude and waveshape

★ ระดับค่าแรงดันไฟฟ้าสูงสุดหลงเหลือที่หลุดไปที่โหลด เมื่ออุปกรณ์ SPD ทำงาน โดยที่อุปกรณ์ SPD นี้ต้องเป็นชนิด switching component  เช่น GDT (Gas Discharge Tube) หรือ Spark Gap เป็นต้น

Ures = Residual voltage

Crest value of voltage that appears between the terminals of an SPD due to the passage of discharge current

★ ค่าแรงดันไฟฟ้าสูงสุดหลงเหลือที่หลุดไปที่โหลด เมื่ออุปกรณ์ SPD ทำงาน โดยที่อุปกรณ์ SPD นี้ต้องเป็นชนิด limiting component  เช่น MOV (Metal Oxide Varistor) เป็นต้น

UT =  Temporary overvoltage test value

Test voltage applied to the SPD for a specific duration tT, to simulate the stress under TOV conditions

★  สภาวะแรงดันไฟฟ้าเกินชั่วขณะที่ใช้ในการทดสอบอุปกรณ์ SPD

อุปกรณ์ SPD ต้องสามารถทนต่อสภาวะแรงดันไฟฟ้าเกินชั่วขณะได้ (withstand mode)

ตามมาตรฐาน IEC 61643-11- 2011 ระบุว่าในระหว่างทำการทดสอบ แรงดันไฟฟ้าเกินชั่วขณะนี้ (UT) จะอนุญาตให้ลดลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือห้ามเกิน 5% และผลทดสอบ จะต้องผ่านคุณสมบัติตาม ตารางที่ 4 หัวข้อ A B C D E F G I L M

ข้อสังเกตุ : นั่นหมายถึงว่า อุปกรณ์ SPD ต่างๆ ที่ผ่านข้อกำหนดนี้ จะให้ความปลอดภัยกับตัวอุปกรณ์ SPD เองอย่างสมบูรณ์แต่ไม่ได้ให้ความปลอดภัยกับโหลดต่างๆ เลย เพราะแรงดันไฟฟ้าเกินชั่วขณะนี้ จะตกคล่อมโหลดเต็มๆ ซึ่งโหลดจะทนแรงดันไฟฟ้าเกินชั่วขณะนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเปราะบางของโหลดนั้นๆ  ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ บริษัท สตาบิล จำกัด ซึ่งคำนึงถึงความปลอดภัยของโหลดต่างๆ เป็นหลัก จึงได้มีฟังชั่น เสริมในการลดแรงดันไฟฟ้าเกินชั่วขณะนี้ ให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยด้วย  STOV Technology โดยคงไว้ในคุณสมบัติอื่นๆ ตามมาตรฐาน IEC ทุกประการ

In = Nominal discharge current for Class II test

Crest value of the current through the SPD having a current waveshape of 8/20.

★ ค่ากระแสไฟกระโชก (รูปคลื่น 8/20 Sec.) ในระดับปกติที่อุปกรณ์ SPD รับได้หลายๆ ครั้ง และเป็นค่าที่ใช้ในการทดสอบ SPD class II โดยผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดค่านี้

Imax = Maximum discharge current

Crest value of a current through the SPD having an 8/20 waveshape and magnitude according to the manufacturers specification. Imax is equal to or greater than In

★ ค่ากระแสไฟกระโชก (รูปคลื่น 8/20 Sec.) ในระดับปกติที่อุปกรณ์ SPD รับได้หลายๆ ครั้ง และเป็นค่าที่ใช้ในการทดสอบ SPD class II โดยผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดค่านี้

If = follow current

Peak current supplied by the electrical power system and flowing through the SPD after a discharge current impulse.

★ ค่ากระแสไฟฟ้าไหลตาม (Line-follow Current) จะเกิดขึ้นทันที ที่อุปกรณ์ SPD ทำงานอย่างสมบูรณ์ โดยที่อุปกรณ์ SPD นี้ต้อง เป็นชนิด switching component เช่น GDT (Gas Discharge Tube) หรือ Spark Gas เป็นต้น

*** ข้อควรระวัง ***

1. ในกรณีที่ต่ออุปกรณ์ SPD (ชนิด GDT) ระหว่าง Line กับ Neutral ค่ากระแสไฟฟ้าไหลตาม (Line-Follow Current) นี้มีค่าเปรียบเทียบได้ เสมือนกับการ short circuit ระหว่าง Line กับ Neutral  ซึ่งอันตรายมาก จึงจำเป็นต้องมี Fuse ต่อป้องกันอยู่ ด้านหน้าของอุปกรณ์ SPD  มิฉะนั้น  Main Circuit Breaker จะ Trip (ตัดวงจรออกจากระบบ)

2. ในกรณีที่ต่ออุปกรณ์ SPD (ชนิด GDT) ระหว่าง Neutral กับ Ground จะไม่เกิดปัญหาค่ากระแสไฟฟ้าไหลตาม (Line-Follow Current) ซึ่งเป็นการต่อใช้งานที่ถูกต้องที่สุด ตามหลักการทางวิศวกรรมไฟฟ้า

3. ในกรณีที่ต่อ SPD (ชนิด GDT) ระหว่าง Line กับ Ground จะเกิดปัญหาหรือไม่เกิดปัญหา ขึ้นอยู่กับระบบไฟฟ้าที่ต่อใช้งานของประเทศนั้นๆ สำหรับประเทศไทย ระบบไฟฟ้าเป็นแบบ TN-C-S System จะเกิดปัญหาค่ากระแสไฟฟ้าไหลตาม (Line-Follow Current) เช่นเดียวกับข้อ 1 และไม่ต้องมีการต่ออุปกรณ์ SPD ในข้อ 2 เพราะ Neutral กับ Ground ถูกเชื่อมต่อถึงกันทางไฟฟ้าที่ตู้ MDB (Main Distribution Board)

4. อนึ่ง ในกรณีอุปกรณ์ SPD ที่เป็นชนิด MOV จะไม่เกิดค่ากระแสไฟฟ้าไหลตาม (Line-Follow Current) นี้

Iimp = Impulse discharge current for Class I test

Crest value of a discharge current through the SPD with specified charge transfer Q and specified energy

W/R  in the specified time

★ ค่ากระแสไฟกระโชก  (Impulse Discharge Current)  เกิดจากค่า charge transfer Q และค่า energy  W/R  ณ ช่วงเวลาหนึ่งโดย สามารถถูก จำลองได้ด้วยรูปคลื่น 10/350 uSec. เพื่อใช้ในการทดสอบรูปคลื่นฟ้าผ่า ตามมาตรฐาน IEC 62305-1 ซึ่งถูกระบุไว้ในมาตรฐาน IEC 61643-11-2011 หน้า 36 ตารางที่ 6

หมายเหตุ

1. SPD   =   Surge Protection Device

2. ★ หมายถึง การขยายความโดย บริษัท สตาบิล จำกัด

3. บริษัท สตาบิล จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการแปลหรือแก้ไขการแปลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การแปลเป็นไปตามความเห็นของบริษัท สตาบิล จำกัด เท่านั้น และไม่มีผลผูกพันใดๆ ทางกฎหมาย

ติดต่อเรา

Contact Us

*
*
*
*
*
*